บทความพิเศษ
มุกหอม วงษ์เทศ
OCOK (โอค็อก)* : Kitsch ไทยๆ กับเอเปกแฟร์ (1)
Styles die, only kitsch survives. - Anonymous
ผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ได้จบเกษตร แต่มีความรู้เรื่องผัก ต่างมีมติเป็นเอกฉันท์โดยมิได้นัดหมายว่า ความสวยงามสะอาดเรียบร้อยที่บังเกิดอย่างกะทันหันในกรุงเทพมหานครจนผู้คนตระหนกตกใจ และผู้ขวัญอ่อนช็อกตายกันไปหลายคนแต่ไม่เป็นข่าว โดยเฉพาะตามจุดยุทธศาสตร์ที่เหล่าผู้นำเอเปกซุกหัวนอนและตุรัดตุเหร่ผ่าน ที่ล้วนแต่มีความงดงามวิจิตรชนิดที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนในชั่วชีวิตคนไทยคนหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของผักชีล้วนๆ คะน้ากวางตุ้งไม่เกี่ยว
ไม่ว่าจะเป็นความงามอันเกิดจากการเนรมิตเอาของใหม่ประดับยัดเยียดเข้าไป หรือจากการถอนรากถอนโคนเอาของเก่าที่น่าอับอายออกไปให้พ้นหูพ้นตา
หากการกำจัดให้สิ้นซากจะดูทารุณจนเกินไปแม้ใจอยาก ผู้ว่าฯ กทม. ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยปรีชาญาณเฉพาะตัวเยี่ยงวีรบุรุษทางวัฒนธรรมไทย คือ หาอะไรมาบังมันซะให้มิด จะไปยากอะไร
อย่างไรก็ตาม งบฯ ผักชีทั้งหมดนี้อ้างว่าใช้ไปเพียงพันล้านบาท ซึ่งนับว่าถูกสุดๆ เหมือนราคาลดกระหน่ำ ใครรู้ก็ต่างอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า ฮ้า ! ทำได้ยังไงกัน งบฯ แค่นี้เองรึ
กล่าวสำหรับพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคทั้งวันซ้อมวันจริงนั้น เป็นการแสดงที่ได้รับการแซ่ซ้องสดุดีโดยถ้วนทั่วทุกชนชั้นตั้งแต่แม่ค้าถึงไฮซ้อ รมต. ว่า นี่แหละ ที่สุดแล้วของเมืองไทย
ใครมีทรัพย์-เส้น-วาสนาได้ชมก็ต้อง "อิน" ซาบซึ้งกับความยิ่งใหญ่อลังการของประวัติศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรม และสถาบันกษัตริย์ของไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครเอาเลย บังเกิดความปีติแผ่ซ่านจากความรักชาติบ้านเกิด บรรพบุรุษ และวีรกษัตริย์อย่างคุกรุ่นจนน้ำตาเอ่อท้นล้นจากเบ้า
เมืองไทยที่ปราศจากสถาบัน ก็คงไม่เหลือความเป็นไทยมิใช่หรือ เพราะไม่มีมรดกอะไรจะโอ้อวดแก่นานาอารยประเทศ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความเป็น Ostentatious Nationalism ของเมืองไทยที่ยังไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นทฤษฎีชาตินิยมล่าสุด อันเป็นชาตินิยมกระแสหลักที่มุ่งเน้นการแสดงอวดโอ่ self-image ให้เป็นอภินิหารการประจักษ์ทั้งในระดับ local และ global ไม่ว่าเนื้อหาจะแน่นหรือกลวงหรือสร้างขึ้นใหม่ จะมาจากรัฐ เอกชน หรือมวลชนก็ได้ ขอเพียงได้โกอินเตอร์เป็นพอ และสิ่งที่แสดงอวดโอ่นี้ก็เป็นสิ่งที่มุ่งจะให้ผู้อื่นเห็นภาพตัวเอง และตัวเองก็เชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย
ว่ากันอย่างซื่อๆ แล้ว เอเปกจะมาทำอะไรกัน ตกลงอะไรกันก็ไม่รู้ (รู้แต่ว่าจีนไม่หยวนเรื่องเงินหยวน) และไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาที่แท้จริงของไทยผู้เป็นเจ้าภาพ เพราะพิธีการนั่นแหละคือเนื้อหา ซึ่งก็คือ การได้แสดงถึงความเป็นชาติแห่งการต้อนรับบริการและการแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการละลานตา (A Nation of Magnificent Service and Spectacles ?!?) เพราะทุกอณูทุกมิติของการจัดประชุมรับรองเอเปกเป็นเรื่องของ "การบริการ" และ "การแสดง" อย่างทุ่มสุดตัวเพื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ งานนี้ไทยจึงมีแต่ได้ เพราะการไม่เสียหน้าเพียงอย่างเดียวถือว่าได้แล้วซึ่งทุกสิ่ง
และแล้วกรุงเทพฯ จึงดูเป็นเมืองในฝัน ที่บ้านเมืองสวยงามสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ยิ่งแถวราชดำเนินที่สีตึกเหลืองอ๋อย กระเบื้องปูพื้นซีดสะอาด และดอกไม้ใบหญ้าก็สดขจี ทำให้ยังกับอยู่ใน neo-Europe อีกทั้งการจราจรก็คล่องตัว การแสดงน่าตื่นตะลึง ประดุจอยู่ในฉากภาพยนตร์ที่มีแต่ของจัดฉาก
ฉะนั้น เฉพาะผู้นำเอเปกที่ชาญฉลาดเท่านั้นจึงพอจะหยั่งรู้ได้ว่า หากอยากรู้จักกรุงเทพฯ และเมืองไทยให้จริงขึ้นบ้าง อีกสักพักใหญ่ๆ ให้อะไรๆ เข้าที่เข้าทางเดิม กรุณามาใหม่อย่าให้ใครรู้
ทว่า ที่สรรเสริญกันอื้ออึงว่าบ้านเมืองสวยงามนั้นมันเป็นยังไงกันแน่ ที่กล่าวมาข้างต้นว่า ความวิจิตรพิสดารของการสร้างบ้านแปงเมืองจนผู้คนตื่นตระหนกจนอกแตกนั้นไม่ได้ล้อเล่น คุณยายแป้นข้างบ้านนี่เองก็ไม่รอดเหมือนกัน หากผู้ใดไม่เชื่อก็โปรดสละเวลามาท้าพิสูจน์ที่แถวละแวกสี่แยก เกาะกลางถนนย่านฝั่งธนฯ เช่น ถนนอรุณอมรินทร์ อันเป็นบริเวณที่มีการโหมถล่มผักชีใส่อย่างไม่บันยะบันยัง จะเป็นรองก็แต่แถวถนนราชดำเนินเท่านั้น
เช้าที่เกิดเหตุแห่งความตระหนกก่อนวันประชุมเอเปกอันเป็นเช้าสดใสถนนปลอดโปร่งโล่งโจ้ง ขณะเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกำลังขับรถด้วยอารมณ์หงุดหงิดน้อยกว่าปกติ ทันใดนั้นเองความตกใจก็จู่โจมอย่างไม่ให้ตั้งตัว เพราะถ้ารอให้ตั้งตัวได้จะไม่ตกใจ เหยื่อผู้อ่อนหัดไม่รู้อีโหน่อีเหน่แตะเหยียบเบรกโดยอัตโนมัติจนหน้าคะมำ ด้วยปรากฏวัตถุคล้ายนกแก้วสีเขียวสลับแดงเหลืองฉูดฉาดบาดตาขนาดมหึมาเท่าแม่ห่านอ้วนพี เกาะกิ่งไม้ถลึงตาเอียงคอแย้มสรวลโผล่ออกมาจากสวนหย่อมกลางสี่แยก
เมื่อตั้งสติได้ ทิวทัศน์ทั้งหมดก็เผยร่างอย่างอะร้าอร่ามเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อมพร้อมน้ำพุพวยพุ่งพลั่กๆๆ บริเวณโดยรอบอัดแน่นไปด้วยรูปปั้นสิงสาราสัตว์เหยียบร้อยที่ผ่านการคัดสรรแล้ว ประกอบไปด้วย กวาง กระต่าย นกยูง นกแก้ว นกเงือก นกมาร์คอร์ (?) และวิหคปักษีอื่นๆ ที่ระบุชนิดไม่ได้ อีกทั้งไก่บ้านนับสิบในหลากอากัปกิริยารายรอบสุ่มเล้าส่วนตัว ต่างเริงร่าหรรษาเสมือนอยู่กลางป่าหิมพานต์
รูปปั้นเหล่านี้คือสัตว์ป่าสัตว์เลี้ยงประเภทที่ให้ภาพ "เชื่องและน่ารัก" ไร้พิษสงและความน่าขยะแขยง เพราะหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสัตว์ที่โดยตัวมันเองน่าสนใจกว่ามาก อาทิ ตะกวดลิ้นสองแฉก กิ้งก่าได้ทอง คางคกขึ้นวอ วัวลืม teen แพะรับบาป นกสองหัว ไก่ได้พลอย เป็นต้น
ด้วยเกรงว่าผู้คนจะไม่เข้าใจความล้ำลึกของการจัดแสดง กทม. ได้ปักป้ายอธิบายไว้ด้วยว่า ภาพที่เห็นนี้คือ งาน "ประติมากรรม" ที่ทำจากขยะวัสดุรีไซเคิลและของเหลือใช้ อันที่จริง "ประติมากรรม" ทำนองนี้ใช่จะเพิ่งปรากฏสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกเพื่อต้อนรับเอเปก เพราะมีงาน "ศิลปะ" ในคอนเซ็ปต์อันน่าขนพองสยองเกล้าเดียวกันนี้โผล่ออกมาให้เห็นหลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว ตามถนนจรัญสนิทวงศ์ ย่านฝั่งธนบุรี ย่านที่รถไฟฟ้ายังมาไม่ถึง และโรงหนังบางห้างมีแต่พากย์ไทย
แล้วทั้งหมดนี้มีปัญหาอะไรเล่า จะว่าไป มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาคอขาดบาดตายอะไรสำหรับสัตว์อย่างปูที่ไม่มีคอและผู้ที่ปลงได้กับชีวิตที่จะต้องอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยทัศนะอุจาด ซึ่งน่าอับอายเอาปี๊บคลุมหัวกว่าการมี "สลัม" หลายเท่านัก
สลัม เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศยากจนที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนและการเอารัดเอาเปรียบคอร์รัปชั่นสูง แต่ใฝ่ดีทะยานอยากเป็นศูนย์กลางการค้าและแฟชั่น สลัม เป็นความเป็นจริงที่ยิ่งกว่าจริงจนต้องปกปิดซ่อนเร้นเพราะอับอายขายหน้าต้องขายผ้าเอาหน้ารอด
ในขณะที่ "ประติมากรรม" รีไซเคิล เป็นปัญหาทางรสนิยม ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพยายามจะนำการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมมาเสนอหน้าอวดสายตาชาวต่างชาติ และให้คนไทยด้วยกันเองได้ชื่นชมและผ่อนคลายความเครียดจากชีวิตการงานอันบีบคั้นรันทดและการจราจรอันเจ็บปวดรวดร้าว ผ่านการเสพทัศนศิลป์และรับรสสุนทรียภาพของป่าธรรมชาติปลอมๆ (หรือ artificial landscape) ในป่าคอนกรีต
หากเส้นทางไปสู่การชมกระบวนพยุหยาตราที่ว่ากันว่า "คลาสสิค" ที่สุดแล้ว คือ เส้นทางที่ผ่านสี่แยกอรุณอมรินทร์ อะไรมันจะน่าตลกจนหัวเราะไม่ออกไปกว่าความน่าเยาะเย้ยอันย้อนแย้งของวิถีและจุดหมายปลายทาง ด้วยการที่ไทยประเทศเจ้าภาพทุ่มเทความพยายามอย่างสุดขีดที่จะอวดมรดกทางวัฒนธรรมไทยชั้นเลิศนั้น ก่อนที่เหล่าผู้นำเอเปกทั้งหลายจะได้ตื่นตะลึงกับ "ศิลปะ" การแสดงจนลืมกลัวตายไปตามๆ กันนั้น ขบวนผู้นำทั้งหมดต้องนั่งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าไปยังอาคารริมน้ำของกองทัพเรือ ผ่าน Kitsch แบบไทยๆ ที่โชว์โฉมกลางสี่แยกเสียก่อน
Kitsch ซึ่งเป็นคำและมโนทัศน์ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าในประเทศที่ให้กำเนิดเบโธเฟนและฮิตเลอร์คืออะไร ?
Kitsch คือ ของที่ระลึกผลิตขายนักท่องเที่ยว, ตึกแถวหรือบ้านจัดสรรที่มีเสากรีกแปะประดับอยู่อย่างโอ่อ่า, สถาปัตยกรรมบ้านเดี่ยวชานเมืองอันมั่งคั่งของพวกรวยใหม่แล้วหวาดหวั่นวิตกว่าจะไม่มีใครรู้ บริเวณบ้านจึงเปิดโล่งอ้าซ่าด้วยรูปปั้นประติมากรรมกรีก ทั้งวีนัส เดวิด คิวปิด และน้ำพุเด็กฉี่ เรียงรายกันเป็นตับอยู่ในสวนอัน hien เตียนหน้าบ้านที่ล้อมรอบด้วยลูกกรงอัลลอยด์สีทองอันวิจิตรระยิบระยับ,
ห้องรับแขกหรือสวนหย่อมที่มีเศียรพระพุทธรูป ศิวลึงค์ หรือเทวดายืนพนมมือวางโชว์ต้อนรับแขกเหรื่อ ให้ลุกเยื้องย่างนวยนาดจากโซฟาชุดหลุยส์-ฮ่องเต้ประดับมุข-หรือไทยประยุกต์ มาลูบไล้เล่นแก้เมื่อยขบเพิ่มอนุมูลอิสระและเสนียดจัญไร,
ละครโทรทัศน์ดีเด่นส่งเสริมพุทธศาสนาอย่าง "พุทธานุภาพ" ที่ใช้เพลงประกอบขณะพระศรรามกำลังเปร่งถ้อยคำพระธรรมอันลึกซึ้งของตถาคต จากอัลบั้ม "Buddha Bar" ของฝรั่งเศสอันเป็นเพลงแนว new-age/chill-out ที่ใช้เปิดในผับในบาร์มีระดับ,
หรือละครโทรทัศน์ช่องไอทีวีตีแผ่ปัญหาชีวิตวัยรุ่นไฮโซที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในงานปาร์ตี้ ยาเสพติด และเซ็กซ์ ที่ใช้เพลงไตเติ้ลทั้งดุ้นเป็นเพลง Carmina Burana ของ Carl Orff อันเป็นงานประพันธ์ดนตรีออร์เคสตร้ากับวงคอรัสและนักร้องเดี่ยวสำหรับบทกวีละตินสมัยกลาง (medieval Latin) อย่างเปิดเผยสำราญใจไม่ต้องแต่งเพลงเองใหม่ให้เปลือง โดยอาจอธิบายด้วยมโนทัศน์รวบยอดอีกอย่างได้ว่า หน้าด้าน,
เพลงร้องหรือบรรเลงที่เหมือนขยะมีเสียงที่เปิดกรอกหูตามห้องอาหาร ศูนย์การค้า หรือสวนสาธารณะ, เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถืออันเขย่าประสาทและกระตุ้นให้เกิดโทสะจริตมองโลกในแง่ร้ายเกลียดชังมนุษย์ เป็น Toccata ของ Bach, Symphony และ Sonata ของ Mozart, Canon ของ Pachelbel,
สินค้างานเขียนงานเขี่ยหลากชนิด วรรณกรรมวรรณเวร ที่ถูกจริตคนอ่าน ทั้งขายดีขายเลว ที่เชื่อและทำให้คนอ่านมวลชนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นปัจเจกชนรุ่นใหม่เป็นตัวของตัวเองบริโภคเสรี เชื่ออย่างไม่สงสัยว่าสิ่งที่ถูกเขียนมีคุณค่าทางความคิดและศิลปะ หรืออ่านแล้วเท่ แต่ไม่ได้มี, การใช้ลีลาการนำเสนอที่ดูแปลกใหม่ หรือใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารที่ดูลุ่มลึกหรือเท่เก๋ไก๋ กลบเกลื่อนความตื้อทึบหรือพื้นๆ ดาดๆ ของเนื้อหา,
รางวัลทางวรรณกรรมแบรนด์เนมบางยี่ห้อ เช่น ซีไรท์ ที่คำประกาศของคณะกรรมการอันมโหฬารพิสดารพันลึกเหลือเชื่อเกินจริง ประเคนความไขว้เขวฟูมฟายให้มหาชนและผู้ตามแห่อยากมีตัวตนในแวดวงว่า นี่คือความ Excellence/Brilliance ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนหลักการที่อาจเรียกได้ว่า "Principle of Mediocrity" หรือคือการสดุดียอพระเกียรติว่า "ล้ำเลิศ" ต่อสิ่งที่ควรค่าเพียงการชมเชยว่า "พอใช้ได้",
การโฆษณา advertising เกือบทั้งหมดที่สร้าง fake emotion ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงมายาคติล้วนๆ ของเนื้อหา และถ้อยคำจาก copywriter ที่เท่กลวงลวงหลอก, งานเฉลิมฉลองปา he หรือพิธีกรรมประจำวันประจำโรงทางการเมือง, ศาสนา, และสถาบันอื่นๆ ที่ให้อารมณ์ฟูมฟายเร่งเร้าความจงรักภักดี ศรัทธา หวนหา ไปจนฮึกเหิม,
หน่วยงานของรัฐด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมที่เป็นโรงงานผลิตคำศัพท์ข้างต้น, การเสี้ยมสอนบังคับให้พนักงานไหว้และยามตะเบ๊ะลูกค้าอย่างล้นเกินความจำเป็น เป็นการใช้ความพินอบพิเทาอันเป็นมรดกตกทอดจากวัฒนธรรมชนชั้นเจ้านายที่ลักลั่นกับความสัมพันธ์สมัยใหม่ที่เป็นจริง เพื่อเค้นแสดงเปลือกของจิตใจบริการอย่างฝืนๆ และกระอักกระอ่วน ฯลฯ
Kitsch บางชนิดดูง่ายเพราะความโจ่งแจ้งหยาบทื่อของรูปแบบการนำเสนอ ส่วน Kitsch บางจำพวกนั้นดูยากเพราะเคลือบแฝงลวงตามากับความเป็น Avant-garde ที่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกใหม่ ต่อต้านขนบกระแสหลัก แปลกแหวกแนว หรือล้ำยุค
และที่ยากยิ่งกว่าที่มีสัญญาณเตือนจากผู้คร่ำหวอดมานานแล้วก็คือ ในยุคปัจจุบันเมื่อความเป็น Avant-garde หรืออะไรบางอย่างที่เรียกว่า "อินดี้" กลายเป็นเทรนด์ฮิตผลิตซ้ำจนเฝือ หรือเป็น cliche ไปแล้ว การเป็น Avant-garde ก็แยกไม่ออกจากการเป็น Kitsch ที่ในที่สุดล้วนเป็นเรื่องของแฟชั่น
พูดอีกอย่างคือ มันไม่ใช่ขั้วระหว่างหนังฮอลลีวู้ดกับหนังอาร์ตซึ่งอาจจะแยกง่ายในกรณีที่ชัดเจน แต่ประเด็นที่ดูยากและลวงตากว่า คือหนังและบทหนังที่ "แสร้งสรรค์" ที่จะเป็นหนังอาร์ต แต่เต็มไปด้วยการหยิบ style และ expression แนวใหม่ๆ จากหนังต่างๆ หรือยกวลีและวรรคทองจากวรรณกรรมที่โด่งดังมาตัดต่อแปะปะขึ้นใหม่ที่ให้ fake emotion ในตัวงานทั้งหมด
ในสังคมประชาธิปไตยทุนนิยมบริโภคที่ก่อให้เกิดการเบ่งบานของ pop culture รสนิยมเป็นสิ่งซื้อหามาประดับได้ และของดีของเลวของชายขอบก็ล้วนเลื่อนไถลตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสหลักได้ วัฒนธรรมชั้นสูงชั้นกลางชั้นล่างปะปนกันได้หมดแล้วแต่จะเลือกเสพ-ซื้อ-ขาย และก็อย่างที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ เรื่องรสนิยมอาจไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับเรื่องอัตลักษณ์เสียแล้วในเรื่องการบริโภค
Kitsch ยังอาจมีหลายระดับ Canon in D ผลงานลือเลื่องอมตะสามร้อยปีก่อนของ Johann Pachelbel ที่ Gorge Winston นำมาเรียบเรียง "romanticize" เสียใหม่จนไพเราะหวานซึ้งตรึงใจไม่เหลือเค้าเดิมด้วย piano solo ในศตวรรษที่ 21 ก็อาจจะเป็น Kitsch เมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่เป็นแนวไวโอลินสามตัวกับ basso continuo ในขณะที่ดนตรีที่เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือยของอารมณ์อันประดังประเดล้นเหลือของ Tchaikovsky หรือ Rachmaninov ก็อาจเป็น Kitsch เมื่อเทียบกับดนตรีที่ลุ่มลึกของ Bach หรือ Beethoven
แน่นอนว่า Kitsch ของ "ประติมากรรม" รีไซเคิล หรือหัวเรือสุพรรณหงส์ด้วนๆ สีทองอร่ามตาที่ปักเรียงรายชูคอสลอนสยดสยองอยู่แถววัดเบญจมบพิตรประดุจหัวไดโนเสาร์ในจูราสสิก ปาร์ก ดังที่ได้ทำให้ผู้ไวต่อสิ่งปฏิกูลขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วนั้น อยู่ในประเภทดูง่าย เห็นปุ๊บผงะปั๊บ ยิ่งการแอบอ้างติดฉลากเป็นศิลปะ "ประติมากรรม" ก็ยิ่งเข้าล็อกความเป็น Kitsch ที่ทึกทักหรือเสแสร้งด้วยการให้อารมณ์จอมปลอม fake sentiment ว่าเป็น Art
ความเป็น Kitsch อาจยากจะนิยาม และอาจไม่ได้อยู่ที่ "ประเภท" เท่ากับ "การแสดงออก" ลิเก หมอลำ โนรา หรือ folk art แบบชาวบ้านในอดีตไม่ใช่ Kitsch แต่ส่วนใหญ่ของละครโทรทัศน์ มิวสิควิดีโอ และวงการบันเทิงคือ Kitsch
พัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงอันซับซ้อนทำให้ชนชั้นเดิมไม่ได้เป็นตัวกำหนดรสนิยมอย่างเด็ดขาดชัดเจนอีกต่อไป ชาวบ้านจึงดูโขนละคร ในขณะที่เจ้านายซึ่งเป็นองค์อธิปัตย์กระฎุมพีร้องเพลงพ็อพและแสดงละครโทรทัศน์ และทุกคนดูเกมโชว์กับหนังฮอลลีวู้ด
การแสดงโอเปร่าหรือดนตรีคลาสสิค (สมมุติว่า) ไม่ใช่ Kitsch แต่การไปดูก็อาจเป็น Kitsch แปลว่า ตัวงานไม่เป็นแต่สภาวะแวดล้อมเป็น (situational kitsch หากทำเป็นมินิซีรี่ส์ "Sit Kitsch" ได้จะหัวเราะกันกรามค้างกว่า "Sit Com" ซะอีก)
Kitsch มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกสมัยใหม่และทุกซอกหลืบที่นักท่องเที่ยวเหยียบย่องหรือยัดทะนานกันไปถึง เพียงแต่อาจมีน้อยกว่าในกรุงเวียนนาและเวียงจันทน์ แต่มากกว่าในกรุงเทพฯ และแอลเอ
ทุกสังคมมีการให้คุณค่ากับการแสดงออกของอารมณ์ความรู้สึกว่าอะไรแค่ไหนอย่างไรจึงจะถือว่าดีหรือเลว วัฒนธรรมหลวงจึงเหยียดหยามวัฒนธรรมราษฎร์เป็นธรรมดา แม้ความจริงจะเอาเนื้อหาของวัฒนธรรมราษฎร์มาประดิดประดอยด้วยรูปแบบใหม่
และผู้ที่เรียนรู้ที่จะชื่นชมความงามของทั้งศิลปะในวังและศิลปะชาวบ้าน ก็ย่อมจะทนทานไม่ได้ต่อศิลปะแบบบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ฮั้วกับราชการจนได้บูรณะงานช่างให้ทุเรศอุจาดบาดตาขึ้นไปกว่าเดิม หรือการสร้างพระพุทธรูปหรือกวนอิมปูนปั้นขนาดยักษ์ที่ก่อความสลดและคลื่น hien ต่อเหยื่อผู้พบเห็น
ที่กล่าวอย่างรวบรัดทั้งหมดนี้ นำไปสู่คำถามว่า เราควรจะเลิกให้ความชอบธรรมกับความเห็นอันเสแสร้งประเภท "แล้วแต่ชอบ" หรือ "เป็นเรื่องของรสนิยม" กับเรื่องบางเรื่องหรือไม่ ที่ไม่ใช่การเลือกระหว่างผัดไทยกับผัดซีอิ๊ว โอวหนี่แปะก๊วยหรือทิรามิสุ แต่กับประเด็นว่าอะไรคือความอัปลักษณ์ของวัตถุและประสบการณ์อารมณ์ความรู้สึก และความอัปลักษณ์ของการให้คุณค่า
*One Country One Kitsch

ภัควดี
7 พ.ย. 2546 , 20:19:57 น.
|