kaewlery กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงหน้าตาบล็อกและสารบัญเนื้อหา เพื่อง่ายต่อการอ่านย้อนหลัง จัดเก็บข้อความเป็นหมวดหมู่
ก่อนตั้งต้นปีศักราชใหม่ ฉันมีความตั้งใจที่จะเก็บ จัด คัด โละของใช้ในบ้านเป็นงานแห่งความหวังอันดับต้นๆ ที่จะ (พยายาม) ทำอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ในช่วงวันหยุดคริสต์มาสที่ผ่านมา จึงเริ่มหมายตาวางแผนในใจว่าจะเริ่มจัด เก็บ โละของจากห้องต่างๆในบ้าน ไล่ต่อกันไปทุกๆ เดือนตลอดปี
ฉันเคยสงสัยว่าทำไมหนอมนุษย์เรานี่เกิดมาแล้วจึงต้องมีคู่ การอยู่เดี่ยวๆ มันอยู่ยากนักหรือไร สมัยโสดๆ เคยถามคนที่แต่งงาน เขาว่าอยู่เดี่ยวไปนานๆ แล้วมันเคยตัว ถ้ามีคนมาอยู่ร่วม นิสัยเคยๆ เก่าๆ อาจจะถูกดัดปรับ แบ่งปัน สนุกสนาน มีสีสันมากขึ้น เหงาหงอยน้อยลง ได้เพื่อนร่วมคิด ร่วมกิน ร่วมทะเลาะ ไม่อับเฉาดั่งชีวิตที่เคยโสดเดี่ยวๆ พี่สนิทคนหนึ่งเคยเปรยถึงเหตุผลแห่งการมีคู่ว่า มนุษย์เราเกิดมาแล้วต้องมีคู่สินะ เพราะการสืบพันธุ์เป็นภารกิจสำคัญของมวลมนุษย์
เพื่อนบ้านใกล้ๆที่คุ้นเคยกันดีไม่ค่อยมาชวนกินกาแฟหรือนัดทำอะไรช่วงเช้าวันอังคาร เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีว่าฉันไม่เคยว่างเพราะมีนัดกับตลาดนัดอยู่เป็นประจำ การไปตลาดนัดเป็นกิจวัตรชีวิตรายสัปดาห์ที่ขาดหล่นไปไม่ได้ ยกเว้นติดนัดจำเป็นสำคัญอื่นๆ การเดินตลาดนัดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันมาเกือบสามสิบปี ตั้งแต่เล็กๆ เมื่อครั้งที่เดินหิ้วตะกร้าตามแม่ไปตลาดนัดยามเช้า (ที่ไม่เคยอยากจะตื่น) จนถึงช่วงที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปตามเมืองเล็กๆ ไกลบ้านหลายเมือง เมื่อตื่นเช้าวันใหม่ในที่แปลกถิ่น สถานที่แรกที่ฉันอยากไปเยือนก่อนเสมอ คือ ตลาดนัดยามเช้าของเมืองนั้นๆ
ฉันชอบเดินซื้อของตามตลาดนัดมากกว่าร้านรวงหรูๆ ด้วยว่าตลาดนัดมีบรรยากาศที่ถูกกับจริตและพื้นฐานความเป็นมาของชีวิตฉันมากกว่า ฉันเกิดมากับบรรยากาศต่างจังหวัดชนบทที่ “ตลาดนัด” คือ ห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางแจ้งบนดินที่เราซื้อหาของใช้ของกินอยู่เป็นประจำ
ทุกคืนวันอังคารฉันจะไปฟิตเนสกับกลุ่มเพื่อนๆ ราว 7-8 คน เราออกกำลังกายกันไปคุยกันไป เรื่องราวหลากหลายห้วข้อ ส่วนใหญ่ฉันจะชอบฟังมากกว่าชอบคุย ในกลุ่มคนที่ไม่สนิทมากฉันจะคุยไม่ค่อยออกถนัดแต่ฟังเขาเพลินๆไป (อย่านั่งกลุ่มเพื่อนสนิทละกัน คนอื่นต้องฟังฉันโม้แทนกลับกันทันที)
อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนที่ฟิตเนสวัยแม่ๆ ระหว่างออกกำลังกายก็คุยถามกันต่อๆ ว่า “จะทำอะไรหลังจากเด็กๆไปโรงเรียน?” มารียองแม่ลูกสองวัยไล่เลี่ยกับลูกบ้านฉันคุยเล่าเจื้อยๆว่า “ถึงลูกจะไปโรงเรียนแล้ว แม่ๆ อย่างเราก็ไปทำงานยากอยู่นา อยู่เป็น thuisblijfmoeder ต่อไปให้รอดก่อนดีกว่า”
มารียองไม่ได้เรียกตัวเองว่า huisvrouw (housewife) เธอเคยอธิบายว่า thuisblijfmoeder ที่หมายถึง homestay mother นั้นมันฟังดูดีกว่า วันนั้นฉันฟังๆ เขาคุยกัน เลยออกกำลังกายไปคิดตามไปมากมายถึงชีวิตตัวเองที่เข้าข่าย “แม่บ้าน” หรือ “แม่ประจำบ้าน” อะไรก็ตามที ที่ลูกคนเล็กกำลังจะไปโรงเรียนปีหน้า แล้วฉันคิดอะไรกับชีวิตปีหน้าของตัวเองบ้างล่ะหนอ?
หากไม่ได้จากบ้านไปนาน คงไม่เกิดความรู้สึกว่า “บ้านหวานบ้าน” มันหวานแค่ไหน แปลกดีที่คนเราชอบหาเรื่องออกท่องเที่ยวเพื่อให้ความรู้สึก “รักบ้าน” กลับคืนมาให้สัมผัสว่า ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านและเตียงนอนของเรา – จริงๆ
เคยอ่านสัมภาษณ์ชายดัทช์อายุห้าสิบอัพคนหนึ่งเขาเล่าเรื่อยๆอย่างไม่แยกระแสสังคมว่า เขาไม่ค่อยชอบไปเที่ยวตะลอนที่ไหน แม้ขอลาพักร้อนยาวๆ ก็เลือกนอนพักร้อนผึ่งพุงอยู่ที่บ้านตัวเองนี่แหละ ไม่กระเสือกกระสนเดินทางไปไกลเกินกว่าสวนหลังบ้าน เหตุผลชี้แจงแจ่มชัดของเขาฟังแล้วก็เข้าท่าดี “ก็บ้านเรามีทุกอย่าง เตียงก็นอนสบายกว่า อุปกรณ์ของใช้ก็มีครบครัน แถมถูกรสนิยมเราเอง ทำไมต้องเดินทางตั้งไกลไปอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ไอ้นู่นไม่มี ไอ้นั่นไม่มี ภาษาบางทีก็พูดกับใครเขาไม่รู้เรื่อง อาหารก็ไม่ถูกปาก ลุ้นทุกครั้งว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายระหว่างทางที่เดินทางไป แถมกลับจากพักร้อนก็โทรม เหนื่อย เมื่อยล้า ผ้าเน่าๆ สามสี่ตะกร้าต้องซักกันข้ามอาทิตย์”
ช่วงฤดูปิดเทอมที่นี่ บ้านเราและบ้านคนอื่นๆ แถวยุโรปจะมีกิจกรรมประจำช่วง คือ การอพยพเร่ร่อนไปท่องเที่ยวกัน นัยว่าปีทั้งปีดักดานทำงานง่กๆ พอเด็กปิดเทอมจึงต้องยกโขยงหายออกจากบ้านแรมเดือนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ฉะนั้นใครที่ผ่านมาช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค. นี้จะได้พบว่าจราจรทั่วภาคพื้นยุโรปค่อนข้างแออัด รถยนต์แต่ละคันแน่นขนัดไปด้วยสัมภาระที่ขนกันไปราวย้ายบ้าน อัดท้ายรถยังไม่พอ บางคันต้องใช้กระเป๋าฝาครอบเสริมติดตั้งไว้บนหลังคา แถมแบกจักรยานพ่วงบั้นท้ายรถไปอีกด้วย
คนแถวนี้สามารถแบกขนบนรถยนต์คันเดียวท่องเที่ยวทั่วแคว้นได้อย่างเป็นเลิศ !!
แต่ไม่ใช่ชาวยุโรปทุกประเทศหรอกนะที่ขยันแบกขนทั้งคนและของท่องเที่ยวไปทั่ว ที่เห็น ( อาการ ) หนักๆ คือ พวกชาวดอยซ์ – เยอรมัน กับชาวดัทช์นี่ล่ะที่ขยันขับรถท่องเที่ยวแบกขนยาวไกลไม่ย่อท้อ พวกเราอยู่ไปอยู่มาในเมืองตาหรี่แสงน้อยแดดงามๆไม่ค่อยสาดส่อง เลยมีอาการเบิกตา ( เลิกหรี่ ) แห่ตาม หรือเกิดอาการเก็บกดทางสัญชาติที่แปลงกายเข้ามาสิงอยู่ในเรือนร่าง เมื่อเด็กๆ เข้าโรงเรียนแล้วทุกฤดูปิดเทอมผสมโรงออกเดินทางกับเขามั่ง – ด้วยความจำเป็น เพราะช่วงโมงยามเหมาะๆ ถนนหนทางโปร่งๆโล่งๆ ก็ไม่สามารถออกไปตะลอนเหมือนก่อนเคย
นานทีปีหน แม่อย่างฉันจะได้รับสิทธิพิเศษถูกปรนนิบัติพัดวี นอนฝันหวานตะวันแยงขี้ตาได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะมีวันประกาศกันอย่างเป็นทางการทั่วยุโรปว่า วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม คือ วันปลดแอกปลดคานออกจากหลังและไหล่ของ(คนที่เป็น)แม่ หลังจากแม่ผู้เฝ้ายองๆ เงยๆ ปรนนิบัติสมาชิกในบ้านมาตลอดปี วันนี้สมาชิกในบ้านต้องหันมาเอาใจ “แม่คนนี้” กันบ้าง สงสัยไอเดีย “ปลดแอก” แม่หนึ่งวันนี้คงตั้งขึ้นด้วยกลัวว่าแม่จะเกิดอาการน้อยใจเตลิดหนีออกจากบ้าน เพราะปีชาติโงหัวไม่ขึ้นจากงานบ้านที่จ่อรอให้ทำไม่หยุดไม่หย่อน วันนี้แม่จะได้อาหารเช้าบนเตียง หากลูกโตพอทำอะไรในครัวได้ มื้อเช้าจะเป็นฝีมือลูกๆ ละเลงมาให้ (ฉันนอนฝันหวานรอเวลานั้นว่าอีกคงไม่นานจะมาถึง) หากลูกยังตัวเล็กๆ คนเตรียมแผนกันการคือ พ่อที่จะลงไปเตรียมอาหารเช้าใส่ถาดให้ แล้วคุณลูกจะประคองถาดขึ้นมาถวายปลุกให้แม่
มีใครเคยชอบเผลอบ่นไหมว่า “เฮ้อ … อยากให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมง” เพราะรู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องทำมากมายแต่ทำไม่เคยทัน หากจู่ๆ วันเวลาในชีวิตเกิดใจดียืดยาวออกไปอย่างที่นึกอยาก แน่ใจล่ะหรือว่าเราจะใช้เวลาที่เพิ่มขึ้นมาในชีวิตแต่ละวันทำอะไรที่คิดหวังจนสำเร็จลงได้ – จริงๆ