ปาฏิหาริย์แห่งการ(ไม่)ตื่นสายอยู่เสมอ

นิสัยเหลวไหลที่สุดของตัวเอง ซึ่งแก้ไขยากมากๆ คือ ตื่นสาย ตั้งแต่เด็กจนเริ่มแก่นึกย้อนไปแล้วยังอับอายที่มีชีวิตรอดตายกฎแห่งเวลามาแบบ “หวุดหวิด” เดินทางไปถึงจุดหมายก่อนเวลา (สัก 1 นาที) แบบนับครั้งได้ โล่งอกไปทีแค่ไปถึงแบบตรงเวลาเป๊ะๆ นอกนั้นก็ล่าช้าเสมอ (ช้า 5 นาทีกว่ากำหนดคือมาตรฐานความตรงเวลาที่สุดของฉันแล้ว) ชีวิตนักเรียนตั้งแต่อนุบาล – ประถม - มัธยมฯ – มหาวิทยาลัย – ไปเข้าสอบสมัครงาน ไปนั่งทำงานกินเงินเดือน ฉันโผล่หน้าไปถึงจุดหมายปลายทางด้วยตราประทับสีแดงโร่ว่า “สายโหล่” เสมอ  

สมัยเด็กๆ โรงเรียนประถมตั้งอยู่ห่างจากบ้านเดินไปแค่ 5 นาทีเท่านั้น โรงเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติเวลาแปดโมงครึ่ง เช้าบางวันแปดโมงสิบห้าแล้วฉันยังไม่ลุกจากที่นอน เป็นเรื่องน่ารำคาญของแม่มากที่ต้องมาลากฉันลุก ตาลีตาเหลือกไปอาบน้ำแปรงฟัน แต่งชุดนักเรียน รีบโกยข้าวเข้าปาก คว้ากระเป๋าหนังสือวิ่งโร่ออกจากบ้าน ไต่สะพานข้ามคลองแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเขตโรงเรียนวิ่งตรงดิ่งไปเข้าแถวพร้อมกระเป๋าด้วยอาการตัวหอบลิ้นห้อยหน้าจ๋อยอายครูอายเพื่อนอยู่เป็นประจำ สมัยเด็กๆ ฉันคิดกังวลใจมากว่าหากต้องไปโรงเรียนที่อยู่ไกลจากบ้านมากกว่านี้ ฉันจะสามารถไปทันโรงเรียนได้อย่างไรกัน!!!

คำตอบแห่งความกังวลนั้นง่ายนิดเดียวสำหรับคนอื่นๆ ก็แค่ตื่นให้เช้าขึ้นเท่านั้นเอง แต่สำหรับฉัน “การตื่นเช้า” มันเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่มากของชีวิต

จริงแล้วปัญหาสันดานที่สะท้อนความเหลวไหลของฉันนี้ มันเป็นเหตุของความขี้เซาหรือปัญหาเงื่อนไขของเวลาในสังคมกันแน่ จะว่าฉันรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจก็ไม่น่าจะถูกนัก ฉันไม่ใช่คนต้องการเวลานอนมากชั่วโมงต่อวันนัก แถมนอนกลางวันกับใครเขาไม่เป็น ถึงอดนอนมาทั้งคืนก็นอนชดเชยเอาตอนกลางวันไม่ได้ นั่งรถไปไหนๆ ก็ไม่ค่อยอยากหลับ เข้านอนก่อนสี่ทุ่มไม่เป็นยกเว้นเวลาป่วยไข้ เวลาเข้านอนปกติคือหลังเที่ยงคืนไปแล้วส่วนใหญ่ สมัยยังสาวยังโสดกว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า ยุคนั้นโลกยังไม่มีอินเตอร์เน็ตให้นั่งอ่านนั่งเขียนไปเพลิดเพลินดึกดื่น ช่วงเวลาดึกสงัด ณ เมืองกรุงศิวิไลซ์ไทยแลนด์จะปลอดเสียงตุ๊กตุ๊กและเสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนที่โหยหาความสงบในเมืองใหญ่เช่นฉัน หัวจึงเริ่มแล่นทำงานได้โลดๆ เมื่อคนอื่นเขาหลับกันค่อนเมือง

ฉันเคยพยายามปรับนาฬิกาในตัวเอง ด้วยหวังจะเปลี่ยนแปลงระบบความขี้เซาในตัวเองให้ดีขึ้นมาบ้าง เช่น ลองเข้านอนเร็วกว่าเวลาที่เคยชิน จากที่เข้านอนเที่ยงคืนตื่นแปดโมง ก็เปลี่ยนมาเข้านอนห้าทุ่มหวังจะได้ตื่นเจ็ดโมงเช้า แต่เปล่าเลยต่อให้เข้านอนตอนสี่ทุ่มฉันก็ตื่นแปดโมงได้เช่นเดิมซ้ำซากราวหนัง Groundhog Day นาฬิกาในตัวเองมันไม่ได้ผันสมการตามจำนวนชั่วโมงการนอน แต่มันผูกตายกับความไม่รักการตื่นเช้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะนอนเร็วนอนเช้า … ก็ตื่นสายเท่าเดิม

อันว่าผู้หญิงไม่ฉลาด หน้าตาไม่สะสวย ไม่ได้เกิดมาบนความร่ำรวยมีชาติตระกูลสูงศักดิ์ แถมดันรักการตื่นสายอีกเช่นนี้ จะไปเสาะหาอนาคตสดใสรุ่งเรืองได้แถวไหนกัน ฉันถาม ท้า และด่าตัวเองในใจอยู่บ่อยๆ มาหลายสิบปี หากไม่เคยคิดปฏิวัติแก้สันดานการตื่นสายของตัวเองให้สำเร็จเป็นเรื่องเป็นราว ที่พยายามทำตลอดมา คือ การแถชีวิตขี้เซาของตัวเองให้ดำเนินชีวิตในสังคมแบบรอดตัวไปที ไม่ว่าการอดทนวิ่งโร่ไปโรงเรียนให้ข้ามเส้นแดงตามเวลา โชคร้าย (หรือโชคดี) ที่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยรัฐฯ เลยไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเปิดที่สามารถเลือกวิชาเรียนในเวลาเปิดสอนเช้า สาย บ่าย (แน่นอน…วิชาที่เรียนเช้า ฉันไม่เคยเลือกลง) รีบเรียนรีบจบ (3 ปี) ออกมาเสาะหางานในอุดมคติแห่งชีวิต นั่นคือ งานที่ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องใส่กระโปรง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน  

ชีวิตวัยโสดในอดีตของฉันล้วนเป็นที่จดจำในทุกที่ทำงานว่า ฉันผู้นี้ไม่(ค่อย)สามารถมาประชุมเช้าๆ กับใครเขาได้ มีหลายครั้งที่เจ้านายไปถึงที่ทำงานแล้วไม่พบตัวฉันที่โต๊ะทำงานตามเวลาที่แกต้องการตัว เจ้านายเคยโทรมาตามถึงที่บ้าน เพื่อพบเสียงงัวเงียของฉันผู้เพิ่งตื่นมายกหูโทรศัพท์รับสาย เจอคำถามเจ้านายตีแสกหน้าว่า ”ทำไมคุณยังไม่ตื่นอีก?” ฉันได้แต่พึมพำแก้ตัวในใจได้ยินคนเดียวว่า “ก็เพิ่งนอนเมื่อตอนตีสี่นี่เอง” คำแก้ตัวแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมา เพราะต่อให้มีเวลานอนนานกว่านี้ฉันก็ไม่ตื่นเช้าอยู่ดี หากไม่มีใครเอามีดมาจี้ที่คอแล้วขู่บังคับ อย่าหวังความสมัครใจในการตอบตกลงให้ “ตื่นเช้า”

แล้วนรกก็ได้ลงโทษคนบาปที่รักการตื่นสายเช่นฉัน มันส่งผลสาหัสเมื่อมามีลูก เพราะลูกต้องไปโรงเรียนเหมือนที่แม่เข็นฉันมา ไอ้ภาวะการเอาตัวรอดแบบขอไปทีมาตลอดชีวิตแบบโรงเรียนเข้าแปดโมงครึ่งตื่นแปดโมงสิบห้านาที มันมาแก้ทางเวลาเช่นนี้แห่งความเป็นแม่ไม่ได้ เพราะการจัดการตัวเองกับการจัดการคนอื่นนั้นคงละเรื่องกัน การมายืนอยู่คนละฝั่งสภาวะชีวิต เป็นความท้าทายที่น่ากังวลยิ่งนัก ความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่มันยิ่งใหญ่เกินกว่าคำแก้ตัว เกินกว่าข้ออ้างมากมายใดๆ ที่เคยมีให้กับตัวเองตลอดมา

ฉะนั้นเมื่อนรกไม่ยินยอมให้ฉันหยิบข้ออ้างใดๆ มาใช้ได้อีกต่อไป การพาลูกไปส่งที่โรงเรียนได้ทันเวลา ไม่ “สายโหล่” เป็นประจำเหมือนที่ตัวเองเคยเป็นมาตลอดชีวิต นับเป็นความภูมิใจสูงสุดแห่งความเป็นแม่อย่างฉันแล้วล่ะ ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากเรื่องใหญ่ ขอเพียงแค่อย่าไปคิดว่าเราเปลี่ยนเพื่อหวังผลมหาศาล แค่เลือกเป็นแบ่งทำให้เหมาะสมกับภาวะชีวิตวันต่อวันก็จบสิ้นปัญหากันไปไม่ยากไม่เย็น (จันทร์ถึงศุกร์ - ตื่นเช้ามากๆ, เสาร์-อาทิตย์ หรือ ลูกๆปิดเทอม ก็กลับมาตื่นสายเหมือนเดิม – ฮี่ๆ) 

เล่ามายืดยาวนี้ไม่ได้อยากโอ้อวดสันดานของตัวเอง แต่เขียนไว้เพื่อบอกกล่าวว่าคนเราแต่ละคนมักจะมีปม(ด้อย)ในตัวเองที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ไม่สามารถแก้ปมของตัวเองได้จนแล้วจนรอด สารภาพตรงๆ บางทีฉันอยากไปเกิดใหม่เป็นคนตื่นเช้าโดยสันดานธรรมชาติ เด้งออกจากที่นอนก่อนเจ็ดโมงทุกวันเป็นประจำ ไม่ใช่ตื่นเช้าได้เพราะพึ่งนาฬิกาปลุกฉุด จำใจตื่นเพราะภาระ หน้าที่ กฎเกณฑ์ของสังคมบีบบังคับให้กลายร่างเป็นมนุษย์ตื่นเช้าขึ้นมา

ฉันอยากตื่นเช้าเพราะรักและฝันใฝ่ที่จะตื่นเอง ตื่นแบบสมองโปร่งใส ร่างกายกระฉับกระเฉง ราวเช้าวันใหม่นำสิ่งใหม่ๆ ที่ดีมาสู่ชีวิต ได้สัมผัสว่า “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นเช้าอยู่เสมอ”* อาจไม่ใช่เรื่องลำบากที่ต้องฝืนใจกระทำ ชีวิตตื่นเพราะใจเราตื่น ไม่ใช่ตื่นเช้าแบบสมองดับๆ ฉันเองเคยนึกแปลกใจตัวเองไม่หาย เวลาไปนอนตามดอยตามป่า ตามชนบทที่เงียบสงัด นาฬิกาปลุกไม่ต้องใช้ แค่ได้ยินแต่เสียงไก่ขัน เสียงครกกระเดื่องตำข้าวตึกๆ ตักๆ ตีสี่ตีห้าคนขี้เซาเช่นฉันกลับตื่นเองราวปาฏิหาริย์ ลุกขึ้นมานั่งสูดอากาศสดชื่น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้บ่อยๆ ช่างผิดสภาพกลับกันเวลาที่มีประชุมงานตอนแปดโมงเช้าในเมืองกรุง พอนาฬิกาปลุกปลายเท้ากรีดเสียงอุบาทว์กระชากฉันตื่น อาการสะดุ้งพรวดเด้งจากหมอนนั้นเป็นอาการหวาดหวั่นตระหนกผวา เคยมีผลทำให้ชีวิตรู้สึกบัดซบสมองมึนเซาไปได้อีกตลอดทั้งวัน

ท้ายสุดฉันยังสรุปไม่ตกว่าแท้จริงตัวเองพิศมัยการตื่นสาย หรือปรารถนาปาฏิหาริย์แห่งการตื่นเช้าอยู่เสมอ … กันแน่

Are you always late?

* “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” ชื่อหนังสือแปลไทยเล่มหนึ่งของท่านติช นัท ฮันห์

One Response to “ปาฏิหาริย์แห่งการ(ไม่)ตื่นสายอยู่เสมอ”

  1. …ตื่นสายประจำเช่นกันค่ะพี่แก้ว และเวลานัดใครก็จะสายเสมอ เอิ๊กๆ สมัยเรียนมัธยมเพื่อนๆชอบเรียกคุณนายสายเสมอ โรงเรียนอยู่ห่างจากหอเพียงแต่เดินข้มถนน แต่ไปสายทุกวัน ได้ยินเสียงออดแล้วค่อยตื่น ^^”

    โชคดีที่ยังไม่มีห่วงเหมือนพี่แก้ว ก็เลยยังคงทำตัวสายเสมอได้ค่ะ ^^

Leave a Reply