Into The Forest # 2

Into The Forest ตอน 1 เล่าถึงป่าที่เมืองไทยไปเยอะแล้ว ขอเมามันอีกสักตอน เดี๋ยวอารมณ์คนวัยทอง(เริ่มจะเหลือง) ค้าง : ) เปลี่ยนวิวมาเล่าประสบการณ์เดินป่าที่ต่างแดนบ้าง (ใช่ว่าจะเดินมาเยอะ)

ตอนที่เราจะย้ายมาอยู่โซนหนาว เราลาออกจากงาน แล้วฉลองชีวิตด้วยการออกเดินทางลาป่าเขาที่เมืองไทย ไม่รู้โอกาสหน้า เมื่อไหร่จะมีเวลามาเดินป่า สุขสำราญ ระทมทุกข์อีก วัยจะสูงขึ้น เวลาในชีวิตจะเหลือน้อยลง เฮ้อ เศร้า ฮึๆ

พอลาออกจากงานปุ๊บ วางเส้นทางเดินทางลงใต้ 10 วัน นั่งสปรินเตอร์ (ครั้งแรกและครั้งเดียว – เข็ดจริงๆ ขอตู้นอนแบบเดิม) ปลงสถานีสุราษฎร์ฯ ก่อนเดินป่า ต้องฝึกพลังจิต แวะเข้าวัดป่าสวนโมกข์บวชชีก่อน 3 วัน ล้างใจให้ผ่องใส ฟิตเต็มที่ จากนั้นนั่งห้อยขารถเมล์ส้มหวานเย็นจากสุราษฎร์ข้ามไปพังงา ที่เลือกรถเมล์ส้ม เพราะต้องการดูวิว ลมพัดโบก ฮ่าๆ แต่ลมหน้าต่างรถเมล์เนี่ย ร้อนสะใจไปเลย ดันไปช่วงกลางเดือนมีนาคม ยังจำได้ว่า แม่ชีที่นั่งข้างๆ กัน แกมีถุงผ้าใส่น้ำแข็งเอาไว้ลูบเนื้อตัว หย่อนลงไปในเสื้อเป็นระยะๆ แอร์โมบิลราคาประหยัด จำไว้คราวหน้าเราเตรียมมาบ้าง ถ้าต้องมานั่งรถเมล์ลมร้อนอ้าวแบบนี้อีก

ตั้งใจข้ามฝั่งขวานไปพังงา เพราะจะไปปล่อยเต่าทะเล พอดีที่ท้ายเหมืองช่วงนั้น เต่าทะเลจะมาวางไข่ ไม่เคยลงไปช่วงนี้เลย โอกาสมาถึงแล้ว เราต้องฉวยคว้าไว้ ไปนั่งที่ชายหาดในความมืด เฝ้ารังไข่เต่าที่เจ้าหน้าที่ศูนย์เพาะเต่าทะเลท้ายเหมืองมาบอกแหล่งไว้ เจ้าหน้าที่บอกว่า วันที่พระจันทร์เต็มดวง เต่าน้อยจะฟักไข่ออกมา เชื่อไหม … ธรรมชาติสัตว์ก็มีโมงยามการเกิดของมัน เป็นคืนหนึ่งในชีวิตที่นั่งๆเกลือกๆ อยู่บนชายหาดค่อนคืนอย่างมีความสุขที่สุด อารมณ์ตื่นเต้นคล้ายรอวันครบกำหนดคลอดลูกตัวเองกระไรเช่นนั้น

ลาหาดท้ายเหมืองด้วยการไปร่วมกับชาวบ้านทำพิธีปล่อยลูกเต่าแรกเกิดลงทะเล แล้วนั่งรถส้มเลียบชายฝั่งอันดามัน ต่อมาที่เขาสก – ป่าสุดท้ายที่หวังใจมาลา ป่าภาคใต้เนี่ย เราว่ามันมีความหลากหลายที่น่าทึ่งมาก และเราไม่มีโอกาสได้สัมผัสเยอะ เราเลยตั้งใจมาลา ป่าโซนใต้ สวยแบบดุๆ โหดๆ ทั้งพืช ทั้งสัตว์ ทั้งนกแปลกๆ แล้วป่าจะชื้นๆ เดินแล้วจะรู้สึกชุ่มฉ่ำ แต่ป่าจะดูอันตราย น่าสะพรึงระวังมากกว่าป่าภาคเหนือ ใครสติไม่ค่อยอยู่กับตัว ไม่ควรไปเดิน เราตั้งใจไปนอนที่เขาสก เพราะเราอยากเดินเข้าไปหา “บัวผุด” บัวบนดินดอกยักษ์ที่สวยมาก แต่นะ ถ้าใครได้เจอตอนดอกตูมๆ สวยใช้ได้ดี แม้ไม่สวยที่สุด ถ้าโชคดีไปเจอตอนมันบานๆ กำลังจะเน่า ขอให้อุดจมูกดีๆ เพราะกลิ่นมันเหม็นมาก ถึงมากที่สุด

คืนหนึ่งที่เขาสก ณ เกสต์เฮ้าส์จำแลงไร่กาแฟของชาวบ้านย่านนั้น มีชาวต่างชาติมากมายมาพัก เราเดินทางกับเพื่อนสาวร่วมงานคนสนิทที่เป็นชาวแคนาเดี่ยน ก็คุยๆกัน มีหนุ่มดัทช์คนหนึ่งมาร่วมวงคุย พอเขารู้ว่า เรากำลังจะย้ายมาแดนกังหัน เขาถามย้ำเราสั้นว่าๆ “ยูคิดยังไง จะย้ายจากแผ่นดินที่ป่าและธรรมชาติสวยงามแบบนี้” ตอบเขาไม่ออกเลย อยากเอาหัวโขกโต๊ะตรงหน้า อย่ามาตอกย้ำชีวิต ก็มันเศร้าอะสิ โปรดอย่าถามกัน

แม่นแล้ว ความทรงจำสวยงามเกี่ยวกับการเดินป่าทั้งหมดของเราอยู่ที่ป่าโซนร้อนชื้นเมืองไทยทั้งสิ้น ได้เดินป่าต่างแดนกี่แคว้นกี่ประเทศ ขอเอาหัวแข็งๆ โขกข้างฝายันว่า อารมณ์มันเทียบกันไม่ได้จริงๆ ทั้งพืชพันธุ์ ทั้งร่องรอยสัตว์ป่า ทั้งไม้ดอกไม้ผล นก แมลง ผีเสื้อ อูย … สารพัดมรดกโลก (ใครอยากดูผีเสื้อสวยๆ แนะให้ไปนอนที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ใกล้ธารแหล่งหนึ่งที่ผีเสื้อเยอะมาก ตื่นเช้ามา ย่องไปฉี่ข้างลำธาร แล้วนั่งแหมะข้างลำธาร ผีเสื้อได้กลิ่นยูรีนมันบินว่อนมาทั้งฝูงเลย …)

ป่าเมืองหนาวที่เราเคยเดินมาบ้าง มันจะมีลักษณะที่ดิบชื้นน้อยกว่า หนักไปทางเย็นเยือก หรือแล้งๆ เส้นทางเดินป่าแถวนี้ส่วนใหญ่จะได้รับการปรังปรุงแล้ว เส้นทางดิบๆ ที่เป็นสีสันความลำบากของการเดินป่าจะน้อยลง ป่าเดินง่ายดี ทำให้เรามีเวลาทอดน่อง ชมรายละเอียดป่า หยุดถ่ายรูป เดินนานกี่ชั่วโมงก็แล้ว – มันไม่เหนื่อยหอบ สัจธรรมแห่งการเดินป่าลิ้นห้อย ซี่โครงหอบแบบป่าเมืองไทยเกิดขึ้นน้อยมาก … เราไม่ชินแฮะ เราว่ามันเดินสบายไป

ความลำบากที่เราไม่ถนัดในการเดินป่าต่างแดน คือ เรื่องอากาศ เราเป็นคนไม่สู้อากาศหนาวจัดๆ เดินป่าโซนร้อนมันจะเหนื่อยหอบ ร้อนชะมัด แต่ป่าจะมีความชื้น พอเหงื่อออก มันจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง เดินป่าร้อนชื้นมันจึงไม่ร้อนตับแลบ มันจะกำลังสบายๆ เดินไปเหงื่อแตกไป สมดุลพลังงานในตัวเอง

ป่าแรกที่เคยมาเดินที่ต่างแดน คือ ป่าบนเขาที่เยอรมนี จำไม่รู้ลืม เพราะดันมาตอนช่วงหนาว แล้วปีนั้น -10 องศา ยุโรป 10 ปีให้หลัง เจอฤดูหนาวแบบ -10 องศาเซลเซียสไม่บ่อยนักหรอก เจอหนาวแบบ -10 องศานี่ถือว่า ซวยโดยแท้ คนเมืองร้อนวูบๆ มาเจอหิมะวาบๆ อยากนอนซุกผ้านวมฝังฮีทเตอร์ทั้งวัน ดันมาชวนเราออกไปเดินป่า เลยร้องจ๊าก (แต่ไป) ด้วยความที่ไม่อยากพลาดธรรมชาติต่างฤดูกาลที่บ้านเราไม่มี เลยออกไปเดินแบบสวมรองเท้าย่ำหิมะ ถุงเท้าอย่างหนาซ้อนกันสองชั้น อุปกรณ์เครื่องหนาวพร้อม หมวก ผ้าพันคอ คิดว่าความหนาของเครื่องนุ่งห่ม จะช่วยให้เรารอดพ้นความหนาวได้ แต่แค่เพียง 10 นาทีผ่านไป มือเท้าเริ่มไร้ความรู้สึก เดินไปเหมือนลากท่อนซุงสองท่อนไป หนาวเกินทน เป็นการเดินป่าที่ทรมานที่สุด แม้ว่าได้ชมพืชเมืองหนาวแปลกๆ คลุมเกล็ดน้ำแข็งสวยเหลือใจ แต่พระพุทธเจ้า … พอกลับเข้าบ้านได้ ต้องรีบเอาขาไปแช่น้ำร้อนจัดๆ เพื่อให้ความรู้สึกท่อนขากลับคืนมา เข้าใจได้ในทันทีจากหนังที่เคยดูว่า คนที่รอดตายจากเครื่องบินตกที่อลาสก้าหรือแถวขั้วโลกเหนือ พอรอดตายมาได้ แต่ต้องตัดขาทิ้งเพราะเนื้อเยื่อขาตายทั้งหมด ขาถูกแช่แข็งนานเกินไป มันทรมานเช่นใด

แต่ใช่ว่าป่าเมืองหนาว ป่าต่างแดนจะไม่มีมีความทรงจำ ความสวยงามดีๆ ให้จดจำเลย ป่าทุกแห่งต่างมีความงามเฉพาะแบบของมัน เราอาจจะไปตั้งความหวังหรือเอาความเคยชินของเราไปตัดสินมันก่อนเอง

ป่าที่เราประทับใจรองจากป่าที่เมืองไทย คือ ป่าที่ออสเตรเลีย เราเดินป่าที่นั่นไม่เยอะหรอก ได้ไปเดินที่ Blue Moutain เส้นทางเดินป่าเขาดีมาก ป่าเขาสวยดี มีความหลากหลายไม่แพ้ป่าบ้านเรา คงเพราะอยู่โซนกึ่งร้อน ที่ชอบอีกอย่าง คือ ตอนล่องลงไปเมลเบิร์น ไปเตร็ดเตร่ท่องถนนสาย great ocean road – เริ่มออกทะเล 55

ป่ายุโรป มันจะไม่เป็นเส้นทางเดินแบบลุยๆ เข้าไปเหมือนป่าร้อนเขตฝน แต่มันจะทำนองแบบ เดินป่าทุ่นแรง ไม่ว่าป่าอิตาลี ป่าฝรั่งเศส ป่าสเปน จะเดินล้วนๆ ก็คงมีแหล่งอยู่มาก แต่ภูเขาเทือกเขา ลูกมันใหญ่ไม่น้อย อยากจะริเดินป่าทั้งเขา ก็วางเข็มทิศเท้าดีๆ ไม่ใช่เดินๆไป ไปทะลุออกยุโรปตะวันออกโน่น : ) คนที่นี่เขาจะตั้งต้นแบบเอารถขับขึ้นไปบนยอดแล้วเริ่มต้นเดินป่าบนซัมมิท หรือนั่งกระเช้าขึ้นไปแล้วตั้งต้นเดิน แต่ป่าบ้านเรานี่ต้องเดินตั้งแต่ตีนดอยขึ้นไปยอดดอยโน่นเลย อารมณ์พิชิตยอดดอยเลยคนละเรื่องกัน

ตกลงชอบป่าไหนบ้างล่ะเนี่ย ไม่เคยไปป่าแถวอเมริกาหรือแคนาดา เพราะไม่เคยไปโซนนั้น ถ้ามีใครให้ตั๋วฟรีจะรีบไปป่าแถวนั้นโดยพลันเพราะสองประเทศนี้กว้างใหญ่ ผืนป่าหลากหลาย น่าเดินยิ่งนัก เคยมีความฝันว่า อนาคตอยากไปป่าแถวอเมซอน เคยมีเพื่อนเป็นคนเปรู ชวนไป แต่ไม่มีโอกาส ป่าอเมริกาใต้ มีเสน่ห์แบบอันตราย ได้ไปเห็นไปสัมผัสกับตา แล้วเราคงไม่เสียดายชีวิตนี้ ว่าแต่กว่าจะได้ไป ป่ามันจะเหลือให้เราได้ชื่นชมไหม? หรือจะกลายเป็นป่าปลูกถั่วเหลืองไปซะหมดแล้ว (แง)

ยังไม่หมดกรุป่า ป่าเขาที่ไอร์แลนด์ก็สวยใช่ย่อย เราไปที่ Co’Wicklow เดินกันหอบแฮ่ก ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่เขียวมาก ไปแล้วจะรู้สึกว่า ถูกย้อมสีเขียวกลับมา จริงๆ มองไปทางไหนก็เขียว ภูเขาก็แสนจะน่ารัก ส่วนที่อังกฤษ ราว่าคนอังกฤษจะชอบเดินเท้ากัน แบบเดินทั้งพื้นราบและพื้นเนิน เดินกันเป็นอาชีพ ถ้าใครไปอังกฤษอยากเดินสู่ธรรมชาติ ให้ซื้อหนังสือเดินเท้าท่องอังกฤษ (จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) จะมีเส้นทางเดินเท้าได้รอบประเทศเลย

กลับมาที่ป่าแถวนี้ เฮ้อ … ไม่มีอะไรจะอวด โปรดปิดหูก่อนอ่าน เพราะจะตะโกนว่า …แดนกังหันเป็นประเทศที่แบนมากๆ แทบจะไม่มีภูเขาเลย เนินที่สูงที่สุดในประเทศอยู่ทางตอนใต้ที่เมือง Vaals สูงแค่ 322.20 เมตร – เศร้าไหมฮะ (คนรักดอย)

เอาน่า ป่าแบนๆ ก็มีอะไรให้ชม อยู่ไปนานๆ เราก็พิศหาความงามหาธรรมชาติเจอเองแหละนะ สุขเท่าที่มี จะได้ไม่ทุกข์ พระท่านสอนให้รู้จัก…ปลงไว้โยม : )

Tags: , , ,

Leave a Reply